เด็กติดเล่นมือถือ จะมีปัญหาตามมาอย่างไร

ครูและผู้ปกครองควรอ่าน เพื่อหาทางป้องกัน และรีบลงมือแก้ปัญหา ถ้าปล่อยปะละเลย  ปล่อยให้เด็กเล่นไปจนโตจะมีผลเสียมากกว่าผลดี

ตอนที่ 1

    ผู้ปกครองที่เลี้ยงและดูแลเด็กจำนวนมากในปัจจุบัน ยังไม่รู้พิษสงของการเลี้ยงดูบุตรหลาน ด้วยการหยิบยื่นมือถือให้เล่น

     ฉันมีประสบการณ์จริง ที่มีโอกาสได้เห็นพฤติกรรม และได้สอนเด็กเหล่านี้ในปี พ.ศ.2558 ก่อนที่ฉันจะเกษียณอายุราชการสามปี   ฉันพบสิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจที่สุดว่า เด็กที่เข้ามาเรียนระดับชั้น ป. 1 ในปีการศึกษานั้นทำไมมีเด็กสมาธิสั้นอยู่ทุกห้องเรียนประมาณห้องเรียนละ 2-3 คน  และมากจนทำให้ฉันตกใจต่อพฤติกรรมที่เด็กแสดงออก  เช่นควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้  โมโหง่าย ก้าวร้าวไม่กลัวและหวั่นเกรงคนรอบข้าง ไม่เรียน ไม่เขียน ไม่อ่าน ไม่ทำตามกฏระเบียบของห้องเรียน ไม่เชื่อฟังครูผู้สอน  พฤติกรรมของเด็กบางคนต่างไปจากเด็กที่เป็นสมาธิสั้นด้วยกัน  เด็กคนนี้เพื่อนๆ เรียกน้องชา น้องเขานั่งอยู่ไม่ติดที่ ชอบลุกออกจากที่บ่อยๆ  ทุกๆ 20 นาที บอกครูว่าจะไปห้องน้ำ ไปแต่ละครั้งนานเป็นชั่วโมง เพื่อนๆ ที่ออกไปตามบอกว่าน่องชาจะเดินไปเรื่อยตามอาคารต่างๆ จนครบทุกอาคาร ทุกห้องเรียนแล้วจึงกลับมาที่ห้องของตนเอง  น้องชามาจากครอบครัวที่มีฐานะ พ่อและแม่ของน้องไปทำงานต่างประเทศ ปู่และย่าเป็นผู้ดูแลและเลี้ยงดูน้องชามา ตั้งแตน้องอายุเพียงไม่กี่เดือน   น้องสตางค์ เป็นเด็กที่พ่อแม่ไปทำงานและให้ปู่กับย่าเป็นคนเลี้ยงดู  ปู่ย่ามีร้านค้าต้องวิ่งขายของทั้งวัน ปัญหาของน้องคือไม่ยอมปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ  ทั้งปีไม่พูดไม่คุยกับใคร รู้สึกว่าน้องเขาจะเกาะครูประจำชั้นแจ   สิ่งที่ทำให้น้องเขามาโรงเรียนได้คือคอมพิวเตอร์ประจำห้องเรียน เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขามาโรงเรียนได้เต็มวัน  ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไมครูอนุญาตให้น้องเขาไปนั่งเล่นคอม เปิดดูคลิปวีดีโอทั้งวัน  วันไหนที่ครูพยายามเกี้ยกล่อมให้น้องไปนั่งเรียน น้องเขาจะไม่พิใจและกรี๊ดด้วยเสียงดังลั่น จนคนรอบข้างตกใจ  ฉันเข้าไปสอนเด็กๆทุกห้อง  หัวใจแทบจะหยุดเต้นทุกชั่วโมง เมื่อน้องเขาไม่สบอารมณ์ในคลิปที่น้องดู  มันเป็นเสียงกรี๊ดและดังขึ้นมาในขณะที่เพื่อนๆ เขาทำกิจกรรม.. วันหละบ่อยครั้ง เสียงกรี๊ดของเขาแต่ละครั้ง มันทำให้หัวใจของฉันทรุดจากความตกใจกระทันหัน  ความจริงจำนวนเด็กสมาธิสั้นในแต่ละห้องเรียนมีกันห้องละ 2-3 คน แต่จะเลือกรายที่แปลก ค่อนข้างจะเป็นปัญหามาเพื่อเป็นตัวอย่าง ให้ผู้ปกครองและผู้อ่านได้ทราบพฤติกรรมของเด็ก เพื่อจะได้ตระหนัก และไม่มองข้ามผลเสียที่จะเกิดแก่เด็กในอนาคต ที่ไม่มีเรา เขาจะปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดีมากน้อยเพียงใด  ฉันสงสารเด็กขาวบริสุทธิ์ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวจากการเลี้ยงดูแบบผิดๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้เลี้ยงดู
     ทำไมผู้ที่เลี้ยงและดูแลเด็กจึงให้เด็กเล่นมือถือ มีหลายเหตุผลค่ะ  มือถือสามารถหยุดไม่ให้เด็กรบกวนผู้เลี้ยงได้อย่างยอดเยี่ยม  ทุกครั้งที่เด็กร้องงอแงด้วยสาเหตุใดๆก็ตามเช่น  กำลังโมโหอะไรอยู่  กำลังหิวหรือกระหาย  กำลังร้องอยากให้พาไปเที่ยวนอกบ้าน  กำลังเล่นของในตู้กระจัดกระจาย หรือแม้แต่ไม่ยอมกินข้าว  และอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนที่เขาจะต้องทำตลอดเวลา  ทันทีที่ผู้ดูแลยื่นมือถือ  หรือไอแผดให้เขา เขาจะเลิกจากการทำสิ่งที่ผู้เลี้ยงไม่พึงประสงค์ทันทีที่ได้รับมือถือไปเล่น มีเคสหนึ่งเป็นคุณตาคุณยายที่ลูกสาวต้องไปทำงานราชการอยู่ต่างจังหวัดมาคลอดลูกให้ตายายซึ่งเกษียณราชการแล้วช่วยดูแลตั้งแต่คลอดเลย  ตอนที่มีโอกาสได้เจอกันนั้นหลานน้อยของท่านอายุได้ 1 ปีพอดี คุณยายต้องอุ้มเขาตลอดเวลาทั้งๆ ที่เดินเองได้แล้ว  คนแก่อุ้มหลานนานก็เหนื่อย พยายามจะวางเขาลงหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่เขาถูกวางเขาจะตะกายเหนี่ยงรั้งไม่ยอมลงพร้อมกับใช้ฝ่ามือน้อยๆ ที่แข็งแรงฟาดไปที่ใบหน้าของคุณยายหลายครั้งแบบไม่ยั้งมือจนแว่นตากระเด็นตก เห็นแล้วก็เกิดความวิตกว่าทำไมเด็กอายุเพียงปีเดียวจึงมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวอย่างรุนแรงมากเช่นนั้น  นั่นเป็นอาการหรือพฤติกรรมของเด็กติดเล่นมือถืออย่างแน่นอนเพราะเคยชินกับพฤติกรรมของเด็กๆ ประเภทนี้มาแล้ว  จึงถามออกไปตรงๆไม่อ้อมค้อมว่า "หลานเล่นโทรศัพท์แน่ๆเลยแบบนี้  เขาเริ่มเล่นตั้งแต่อายุเท่าไร่คะ"  คำตอบคือเมื่อหลานอายุได้ 6 เดือน โดยเด็กเห็นคุณยายเล่นเลยยื้อยุดไปจากมือ ความรักหลานเมื่อหลานเอาไปเล่นครั้งแรกก็หัดให้เลย และไม่กี่ครั้งหลานก็เล่นเองได้  สิ่งที่คุณยายพอใจคือเมื่อหลานเล่นมือถือเขาจะไม่สร้างความลำบากให้คุณยายเลย แต่กลับเป็นเด็กดี ไม่วิ่ง ไม่เดินไปมาให้คุณยายต้องลุกวันละร้อยครั้งเพื่อวิ่งไล่ตามเขา  ซึ่งเป้นภาระที่หนักมากสำหรับผู้เลี้ยงวัยชรา  เมื่อเห็นว่าหลานชอบและคือว่ามือถือนี้แหละที่จะช่วยเบาแรงได้  คุณยายก็ควักเงินไปซื้อมาให้เขาเล่นได้ทั้งวัน ไม่เว้นแต่ตอนกินข้าว ตอนนั่งส้วม ตอนอาบน้ำก็ต้องวางไว้บนหิ้งให้เขาด๊ และเวลานอนก็จะต้องดูจนหลับจากมือถือ  จึงเล่าให้คุณยายฟังว่าการปล่อยให้หลานเล่นมือมือตลอดเวลาและติดต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นเวลานาน เป็นปีขึ้นไปเด็กก็จะติดเล่นและเลิกยาก  เมื่อเล่นนานๆ จะมีผลต่อสมองของเด็กซึ่งเป็นวัยกำลังเจริญเดิบโต ร่างการ และสติปัญญาจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างถูกวิธี เด็กตั้งแต่แรกเกิดจะเป็นช่วงที่เริ่มพัฒนาทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นร่างกาย หรือสมองซึ่งมีประสิทธิภาพติดตัวมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มากถึง 35 % ทีเดียว  ที่เหลืออีก 65% นั้นเด็กทุกคนจะพัฒนาจากการเรียนรู้จากสิ่งรอบๆตัว ตอนแบเบาะเมื่อผู้เลี้ยงอุ้มและให้นมป้อนข้าวน้ำจะยิ้มและพูดกับเขาอย่างอ่อนโยน  เมื่อเขาคลานได้เขาจะคลานไปตามที่ต่างๆ เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เมื่อเดินเป็นเขาจะเดินไปตูสิ่งที่อยู่รอบตัว จะดึงรั้งให้พาเขาออกไปตามที่ต่างๆ และตื่นเต้น ลิงโลดดีใจ และต้องการจะไปอีกและไปอีก  พอเขาพูดได้เขาจะชี้มือไปตามสิ่งต่างๆ แบบต่อๆ กันไป เห็นอะไรก็ชี้มั่วและใช้คำคามเดิมว่า"อะไร, อะไร, อะไร, อะไร "อย่างไม่ยอมหยุด จนผู้เลี้ยงเหนื่อยแต่ก็ต้องตอบเขาทุกครั้งที่ถาม ในแต่ละวันเขาจะเก็บข้อมูลจากที่เขาได้เห็ จากที่เขาถามและได้คำตอบ เก็บไว้ในสมองน้อยๆ ที่กำลังสร้างเซลล์ความรู้ และแตกแขนงเพิ่มมากขึ้นๆ ทุกวินาที  ที่ไม่มีใครสามารถรู้ว่ามันมากมายจนนับไม่ถ้วน  และมันเป็นธรรมชาติที่สมองเด็กตั้งแต่แรกเกิดจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างนั้นกันทุกคนเพื่อพัฒนาให้สมองน้อยๆของเขาเต็มไปด้วยเซลล์ที่เป็นความรู้จากสิ่งแวดล้อมที่เขาได้เห็น ได้ยินได้ฟัง และได้สัมผัสแตะต้องและจับมาจนประสาทสามารถเข้าใจ แยกแยะได้เช่น โฮ้งๆๆๆ นี้คือเสียงสุนัข  สมองจะออกคำสั่งไม่ให้สัมผัสเปลวเทียนเพราะในประสบการณ์เคยรู้สึกว่าร้อน สมองสั่งให้ระวังเมื่ออยู่ที่ๆ มียวดยานพาหะนะเพราะผู้เลี้ยงพูดกระตุ้นทุกครั้งให้ระวังรถที่ผ่านไปมา ฟังแล้วฟังอีกจนรับรู้สิ่งต่างๆ เช่นกฎ ระเบียบ วินัย ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามธรรมชาติจากแรกเกิด เป็นเดือน เป็นปี และหลายปี ที่สำคัญต่อการพัฒนาสมองจากเดิม 35% และต่อยอดเพิ่มเซลล์ความรู้มากขึ้น ๆ ตามวันอายุ   แต่เด็กติดเล่นมือถือ สมองของเขาจะอยู่แบบจำกัด ร้อยละ 80 ของเวลาที่สมองควรจะได้พัฒนาเรียนรู้สิ่งรอบตัวจากธรรมชาติให้เพิ่มเนื้อหา ประสบการณ์ทวีคูณมากขึ้นตามวัย และเวลา แต่กลับนิ่ง เพื่อฟัง และดู แบบเรื่อยเปื่อย แทนที่จะพัฒนาการพูดตามสถานการณ์รอบตัวเพื่อให้เข้าใจภาษาที่คนเขาใช้สื่อสารกันทุกวัน แต่เขาจะขาดการฝึกทักษะการพูด และมีผลเสียคือเขาจะพูดช้า แม้จะพูดได้แล้ว แต่เขาก็ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่คนพูดกับเขาเต็มร้อย  เพราะเขาขาดการฝึกฝนตามธรรมชาติมาเป็นเวลานานมาก  ทุกครั้งที่เห็นเด็กเล็กๆ เล่นมือถือหรือไอแผด อยากจะบอก  หรือได้ตัดสินใจบอกข้อเสียให้พ่อแม่รู้ แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนที่รีบตัดปัญหาไม่ให้สายจนเกินแก้ไข
      การเล่นมือถือมีผลเสียมากเกิดกว่าที่ทุกคนคิดอีก ที่ทุกคนยังไม่ตัดไฟเสียแต่ต้นลม เพราะว่ายังไม่รู้ชัดเจนว่าผลเสียมันหนักหนาและน่ากลัวอย่างไร  จึงจะขอนำประสบการณ์จากการได้สอนเด็กสมาธิสั้นเนื่องจากติดมือถือคนหนึ่ง ที่มาเรียนพิเศษด้วย เขาชื่อน้องฟอร์ด เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 5 เป็นครั้งแรกในชีวิตความเป็นนักเรียนของน้องที่มีความตั้งใจแน่วแน่ว่าอยากเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เพราะที่ผ่านมาวิชานี้น้องไม่ใส่ใจ และไม่สนใจ มาวันแรกต้องเริ่มกันที่ A-Zกันเลย แม้ว่าน้องจนตั้งใจเรียนอย่างมีสติ และเข้าใจอย่างรวดเร็ว และทำแบบฝึกอะไรๆ ก็ได้หมดและถูกต้องทุกอย่างในเวลานั้น  แต่สมองของน้องไม่มีประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูลใหม่ๆ เข้าไปเบียดเสียดกับไฟล์หรือเซลล์สมองซึ่งเนืองแน่นเต็มไปด้วยเรื่องที่มาจากมือถือได้เลยแม้แต่น้อย  เมื่อเรื่องที่สอนไปแล้วเมื่อวานถูกลืมไปแล้วโดยสิ้นเชิง ก็ต้องมาเริ่มสอนกันใหม่ ทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งแต่ละเรื่องนั้น เป็นเรื่องง่ายระดับอนุบาลหรือ ป.1 เท่านั้น แต่ฟอร์ทก็จำอะไรได้เพียงนิดเดียวจากการสอนซ้ำๆๆๆๆ  น่าสงสารมาก  สอนน้องอยูนาน 3 เดือน  เห็นว่าเรื่องเก่าก็ลืม เรื่องใหม่ก็จำไม่ได้ ก็เลยไม่ต้องการให้น้องเขาต้องเสียเงินเรียนโดยเปล่าประโยชน์   จากหลายเคส หลายระดับชั้น ของนักเรียนติดเล่นมือถือ ที่ไม่มีความรู้ความสามารถด้านการเรียน เห็นชัดเจนว่า นักเรียนที่ผ่านการเล่นมือถือมาไม่นานและเลิกเล่นได้ จะสามารถพัฒนาสมองให้มีความจำได้ดีมากกว่าคนที่ติดเล่นมานานกว่า  และถ้าเล่นนานๆ โดยไม่หยุดจะมีผลทำให้สมองทำงานช้าลงๆๆ  จนเบรอร์ อยู่นิ่งเฉย ได้ยินสิ่งใดแล้วสิ่งนั้นๆ ก็จะหายไปเหมือนคนที่เสียสติ ต่อให้เราพูดอธิบายอะไรแค่ไหน แต่เขามองเราพูดด้วยความเหม่อลอย แบบหูได้ยินแต่ไม่รู้เรื่อง จึงเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อการศึกษาในอนาคต
   เด็กติดเล่นมือถือคือเด็กสมาธิสั้น  สมองจะมีโอกาสกลับมามีประสิทธิภาพในการจำหรือไม่ ตอบว่ามีแต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ และความสามารถจะไม่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น  แต่สิ่งที่ทำได้ยากคือ การลดจำนวนเซลล์ที่บันทึกจากการเล่นมือถือ ซึ่งอัดกันแน่นในสมองแล้ว ให้ลดลงๆ ที่เรียกว่าเซลล์ใดๆ ถ้าขาดจากการพัฒนาแล้วเซลล์นั้นๆ จะตายไปๆ อย่างช้าๆ ยิ่งทิ้งห่างถาวรนานๆ เซลล์ที่อัดแน่นก็จะตายและหมดไปในที่สุด โดยจะต้องวางมืออย่างจริงจัง  อย่าหันไปเล่นอีก  ถ้ายังเล่นๆ หยุดๆ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร
   มีวีดีโอการสอนเด็กสมาธิสั้นมาให้ดู เพื่อจะเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้เลี้ยงดู ได้มีกำลังใจว่าปัญหานี้สามารถแก้ได้ แต่ต้องเอาใจใส่ และติดตามเด็กอย่างจริงจัง  จะรอให้ครูที่โรงเรียนเขาแก้ปัญหาให้ตามหน้าที่นั้นคงจะเป็นไปได้ยาก  เพราะมีโรงเรียนบางแห่งคัดกรองเด็กเหล่านี้ให้อยู่ในเด็กพิเศษ  ซึ่งจะต้องมีครูที่ได้รับการอบรมเรื่องการจัดการเรียนการสอนเด็กพิเศษเหล่านี้ แต่ปัจจุบันก็มีไม่กี่โรงเรียนที่เปิดสอนเด็กพิเศษอย่างเป็นทางการ  แต่ทำได้ในลักษณะเดียวคือจัดครูมาสอนเขาแยกออกไปจากเพื่อนปรกติ  แต่ก็ยังไม่ได้ผลอะไรเพราะเด็กที่มาเรียนด้วยก็ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  แต่ไม่ต้องกังวลใจ  ถ้าต้องการให้เด็กอ่านออกเขียนได้ ก็ต้องช่วยทางโรงเรียนด้วยการดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด  เด็กติดเล่นมือถือนานๆ ก็ไม่ต่างจากเด็กติดยา เขาจะเครียดจัด หงุดหงิด โมโหง่าย นั่งไม่ติด ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนการเตรียมกิจกรรม เช่นพาออกไปเที่ยว เดิน เล่นกีฬา กินอาหารตามร้าน เรียนดนตรี ร้องเพลง หรือศิลปะต่างๆ ที่เขาชอบ  อยู่บ้านไม่ไปไหน ก็ต้องมีเกมการศึกษา ตัวต่อ โดมิโน เครื่องดนตรี เครื่องกีฬาเพื่อให้เขาไม่มีเวลาว่างที่จะไปคิดถึงมือถือ  ถ้าผู้ปกครองทำได้  สมองของพวกเขาก็จะสามารถกลับคืนมามีประสิทธิภาพเหมือนเดิม และจากการสังเกตุ เด็กที่สามารถเลิกเล่นมือถือมาเรียนอย่างตั้งใจ เด็กเหล่านี้สมองดีเลิศกว่าเด็กปรกติทั่วไป  อย่างไรก็ดี  ติดมือถือก็มีผลเสียทางสมองไม่ต่างจากติดยา  จึงจำเป็นต้องรีบลงมือทันที เพราะยิ่งปล่อยเนิ่นนานจนโตในระดับมัธยม มันจะแก้ลำบาก และอาจจะเสื่อมถาวรก็ได้  ต่อไปจะแนะนำการสอนเด็กสมาธิสั้นให้มีความรู้ความจำ และความสามารถให้เหมือนเด็กปรกติทั่วไปได้  เจอกันฉบับหน้าค่ะ






ความคิดเห็น